五月病

posted on 27 Mar 2010 22:44 by scarletntg in Dark-Psyche

ก่อนหน้านี้ผมว่าจะเขียนอะไรสักอย่างหลายทีแล้ว

แต่ด้วยความที่อยู่ช่วงปิดเทอม

เรื่องต่างๆ ที่อยู่นอกบ้านก็เลยดูจะไกลตัวผมเสียเหลือเกิน

แถมเรื่องราวในบ้านนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนั่งจมปลักดูซีรี่ย์ต่างๆ นาๆ และเล่นเกมส์จนกว่าจะผล็อยหลับไปเองในที่สุด

มีคนบอกผมว่าก็เขียนรีวิวเกมส์หรือซีรี่ย์เหล่านั้นก็ได้นี่นา

แหม...เขียนไม่ดีแล้วเดี๋ยวจะมาว่ากันอีก

 

เกริ่นมาตั้งนานแล้วยังไม่เข้าเรื่องกันเสียที

ด้วยความที่เป็นคนพูดเองเออเอง ผมจะเหมารวมเอาว่าไม่มีใครสามารถอ่าน Title ของวันนี้ออกนะครับ

Title ในวันนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลออกมาแล้วค่อนข้างจะฟังดูใหม่สำหรับคนไทยพอสมควร

"โรคเดือนห้า"

ฟังแล้วดูน่าฉงนงงงวยดีพิลึกมั้ยครับ?

บุคคลที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซึมเศร้า เบื่อโลก และ บลาๆ

ว่ากันว่าสาเหตุที่เรียกโรคนี้ว่าโรคเดือนห้าก็เพราะมันมักจะเกิดกับวัยรุ่นที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ และกำลังปรับตัว

ในที่นี้เราต้องทำความเข้าใจไว้ด้วยว่ามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นนั้นเปิดในเดือนพฤษภาคม

และโดยธรรมชาติของคนญี่ปุ่นเองแล้ว การปรับตัวเขาหาเพื่อนใหม่ๆ นั้น ยากยิ่งกว่าการเดินเข้าร้านหนังสือเพื่อซื้อการ์ตูนโป๊

 

...ล้อเล่นนะครับ

 

ด้วยเหตุผลกลใดมิอาจทราบได้ แม้ว่าในขณะนี้เพิ่งจะเดือนเมษายน และผมก็ไม่ได้เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

ผมคิดว่าผมเป็นโรคเดือนห้าครับ

 

ผมเหวี่ยงทุกสิ่งอัน

รำคาญมหาวิทยาลัย

เบื่อเกมส์ที่เล่นอยู่

ไม่อยากดูซีรี่ย์

หงุดหงิด งี่เง่า ร้อน และรู้สึกเหนอะหนะ

Et cetara

 

...อืม ในความเป็นจริงแล้วผมอาจจะเป็นอย่างนี้ทุกๆ หน้าร้อนก็ได้นะครับ

เพียงแต่ปีนี้มันค่อนข้างจะเกินทนไปหน่อย

คาดว่าส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการที่ผมไม่อาจไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าตามปกติสุขได้

 

คงเข้าใจนะครับว่าผมกำลังจะโยงเข้าเรื่องอะไร

ดังนั้นผู้ใดที่นิยมชมชอบใน "อะไรๆ" ก็จงหายตัวไปจากบล็อกของผมเสียเดี๋ยวนี้

แล้วเราจะได้ไม่ต้องมาขุ่นเคืองใจกันโดยไม่จำเป็น

 

ผมเคยพยายามจะไม่แบ่งแยกใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ

เพราะผมว่าต่างฝ่ายต่างก็ผิดครับ

อันที่จริงเรื่องพวกนี้สืบย้อนขึ้นไปได้ถึงตั้งแต่ตอนเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อสมัย "นั้น" เห็นจะได้นะครับ

แล้วสภาพบ้านเมืองของเราก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด

เดี๋ยวกลุ่มนี้ออกมา เดี๋ยวกลุ่มนั้นออกมา

อ้างหาความชอบธรรม

อ้างถึงประชาธิปไตย 

อ้างถึงตัวบุคคลทั้งที่สูงจริง และสูงไม่จริง

 

เพื่ออะไรหรือครับ?

 

สารภาพตรงๆ ว่าผมค่อนข้างจะคิดว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีความศิวิไลซ์เลยแม้แต่น้อย

ยิ่งพักหลังมานี่มันชักจะเกินทนไปหน่อย

บอกว่าเป็นการกระทำตามหลักอหิงสา

อย่าอ้างคานธีแล้วทำให้ท่านแปดเปื้อนสิครับ

ท่านทำอะไรที่ทรงคุณค่ากว่านี้มาก

ทราบกันไหมครับว่าระหว่างที่ท่านทำการประท้วงนั้นท่านทำประโยชน์มากมาย

ท่านแก้ไขปัญหาระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดู

ท่านพยายามรณรงค์เรื่องสิทธิสตรี

เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ

อย่างน้อยท่านก็พยายามแก้ไขปัญหาไปเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ

 

กลุ่มคนบริเวณถนนราชประสงค์ทำอะไรบ้างครับ?

 

คุณอาจจะบอกว่าพวกเขาเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยอยู่

คำถามคือ อะไรคือประชาธิปไตยหรือครับ

การที่ทุกคนมีสิทธิ?

การที่ทุกคนเท่าเทียม?

 

ถ้าเช่นนั้นผมก็คิดว่าประชาชนชาวไทยยังไม่เหมาะกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยครับ

 

ไม่ใช่ว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์หรือว่าอะไร

แต่ดูเหมือนคนไทยจะเข้าใจหลายอย่างผิด และดูเหมือนจะยังไม่ค่อย "พร้อม" เท่าที่ควร

"ท่าน" เองเคยบอกไว้แล้วเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว

ตราบเท่าที่เรายังไม่เปลี่ยนความคิด และรากฐานของสังคม

มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ประเทศของเรากำลังจะตาย

 

หรือคุณอาจจะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรม และสิ่งที่ "คนๆ นั้น" พูดเป็นความจริง

เอาล่ะ... 

แล้วสมมติถ้ารัฐบาลก็พูดความจริงเหมือนกันล่ะครับ

สมมติว่าต่างฝ่ายต่างก็พูดความจริง

แล้วคุณจะเอาอะไรมาวัด

คุณใช้ความเป็น Fact วัดหรอ?

ถ้าสิ่งที่ผู้คนเถียงกันอยู่ในขณะนี้เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือสมการทางคณิตศาสตร์

ก็แน่นอนว่าเราสามารถใช้ Fact พิสูจน์เรื่องต่างๆ ได้อย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่เราเถียงกันอยู่นี้มีคนรู้ความจริงกันสักกีคนครับ

คุณจะอ้างว่าคุณเรียนสูง และเข้าใจในกระบวนการทั้งหมด หรือคุณจะอ้างว่าเห็นหลักฐานอยู่ชัดเจน และฝ่ายตรงข้ามผิดแน่ๆ ไม่ได้นะครับ

นี่เป็นเรื่องอีกเรื่องที่ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริงๆ เราอาจจะไม่มีวันรู้และเข้าใจมันเลยก็ได้

อย่ามโนทุกสิ่งอย่างขึ้นมาเอง

 

คุณอาจจะบอกว่างั้นไม่ใช้ Fact ก็ได้

คุณอาจจะบอกว่า โอเค ฝ่ายเราอาจจะไม่มี Fact ใช้สู้ แต่ฝ้ายตรงข้ามก็ย่อมไม่มีเช่นเดียวกัน

และในกรณีนั้นก็หมายความว่าทั้งสองฝ่าย "อาจจะ" โกหกกันทั้งหมดก็เป็นได้

คิดขำๆ ว่าถ้าเรามี Alethiometer หรือเข็มทิศความจริงเหมือนในนิยายที่จะสามารถบอกได้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง อะไรๆ คงจะง่ายขึ้นมาก

แต่เราไม่มีไงครับ

 

ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่มีคนพูดความจริง

ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม

อีกฝ่ายจะต้องออกมาปฏิเสธทุกครั้ง

ถ้ามองในมุมนี้

จะว่าไป...

 

...ความจริงก็ค่อนข้างจะเป็นอะไรที่อัตวิสัยอยู่พอสมควร

และการที่เราจะเชื่อว่าอะไรสักอย่างเป็น "จริง"

เราก็ต้อง "เชื่อ" เสียก่อนใช่มั้ยครับ

 

เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างก็พยายามใช้จุดๆ นี้ในการทำให้คนเชื่อในคำพูดของตนเอง

และทำการแย่งหมากกันผ่านตัวแปรที่เรียกกันว่าความเชื่อ

และคนเราก็บ้าจี้ ต่อสู้กันเพื่อ "ความจริง" ที่ตน "เชื่อ" กันอย่างสุดกำลัง

ทั้งยังตั้งตนเป็นศัตรูกับคนที่เชื่อไม่เหมือนตนอีกด้วย

ถึงตรงนี้ ประโยคๆ หนึ่งในภาพยนตร์นอกกระแสที่ดูไปเมื่อปีกลายก็วาบขึ้นมาในความคิดของผม

"If you believe in something strongly enough, who's to say if it's real or not."

 

ตัวคุณเองไงครับ

XXX

ปล. วันนี้เนื้อหาค่อนข้างจะรุนแรงไปหน่อยนะครับ หากกระทบกระทั่งใครเข้าต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ จริงๆ หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีกันต่อไป

Tears

posted on 05 Mar 2010 08:59 by scarletntg in Dark-Rain

I just want to cry, but I just have no fucking tears.

Status ล่าสุดของผมบน facebook ครับ

อาจฟังดูผิดไวยากรณ์ และไม่สละสลวยเท่าใดนัก

แต่ก็เป็นความรู้สึกจริงๆ

วันนี้ผมอาจไม่มีน้ำตา แต่ผมไม่สามารถหยุดร้องให้ได้เลย

 

ฟังดูขี้แยไหม

 

หลายคนอาจถามว่าทำไมหลายครั้งเหลือเกินที่เราต้องรักใครสักคนที่เขาไม่รักเรา

และเราก็ต้องนั่งทุรนทุรายของเราคนเดียว

เขาหรือเธอคนนั้นไม่แม้แต่จะแคร์ด้วยซ้ำ

และเพื่อนๆ ของเราเองก็จะแนะนำเราด้วยประโยคเดิมๆ

ในที่นี้ไม่ได้ว่าเพื่อนๆ ว่าไม่ดี

แต่มันน่าขำก็ตรงที่ว่า ถ้าเราสามารถตัดใจไม่รักคนที่ไม่รักเราได้ เราคงทำไปแล้ว

ใช่ไหมครับ

 

มองมุมกลับกัน ก็มีหลายครั้งอีกเหมือนกันที่มีใครบางคนมารักเรา แล้วเราไม่อาจรักเขาตอบ

เพราะแน่ล่ะ เรารักคนอื่นอยู่

ถ้าเราเอาสองสถานการณ์ข้างบนบวกกันจะเท่ากับอะไรนะ

สูตรสำเร็จของชีวิตรักหายนะล่ะมั้งครับ

โชคดีที่สถานการณ์หลังคงเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะคนที่จะไปหลงรักคนอื่นได้นั้นคงไม่มีอะไรให้คนอื่นมาหลงรักได้เท่าไหร่

หรืออย่างแย่ก็คือเราคงไม่มีโอกาสได้รู้ด้วยซ้ำ เพราะความรักของเรานั้นบังตาเราจากโอกาสอื่นๆ เสียหมดสิ้น

 

"For me, love must be ugly, looks must be divine, and death must be beautiful."

Salvador Dali พูดไว้อย่างนั้น

ผมเห็นประโยคนี้ครั้งแรกตอนไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของเขาในอังกฤษ

ตอนนั้นผมคงเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ

ขอสารภาพนะครับ

แม้ในตอนนี้เอง ผมอาจจะยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจประโยคนี้

แต่ด้วยสภาพการเป็นนิสิตอักษรศาสตร์แล้ว

การตีความเป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

และผมตระหนักได้ว่าการตีความประโยคดังกล่าวจะทำได้ง่ายมากถ้ามันมีแค่ครึ่งเดียว

ในที่นี้ก็คือแค่ "...looks must be divine, and death must be beautiful."

เพราะจะทำอย่างไรเราก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดความรักถึงไม่ควรสวยงาม

 

หรือที่รักไม่ควรสวยงาม

ก็เพื่อไม่ให้เราลุ่มหลงในความรักจนเกินไป

XXX

First Finale

posted on 25 Feb 2010 18:57 by scarletntg in Dark-Psyche

วันนี้ของปีที่แล้วผมยังเตรียมตัวสอบ O-NET กับ A-NET อยู่เลย

อันที่จริง จะเรียกว่าเตรียมตัวสอบก็ไม่ถูกนัก

เพราะผมเล่นเกมส์ Final Fantasy XII อย่างเอาเป็นเอาตายราวกับว่ามันจะทำให้ผมสอบติด

 

ตายล่ะ...ผมสอบติดเพราะเกมส์หรือนี่

 

เข้าเรื่องกันเถิด

 

1 ปีผ่านไปไวราวกับว่ามันคือการวิ่งมาราธอนที่ห้ามหยุดพัก

1 ปีผ่านไปไวราวกับว่ามันคือการใช้เวลาในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์

1 ปีผ่านไปไวราวกับว่ามันคือเสี้ยวของความทรงจำที่เล็กเสียจนจะหยิบทิ้งไปเมื่อไหร่ก็ได้

และเพียงแค่ช่วงเวลาพริบตาเดียว

ผมก็จบปีหนึ่งแล้วครับ

แต่นั่นหมายความว่าผมต้องไม่ติด F นะครับ

 

อันที่จริง วันอังคารหน้าเหลือการสอบอยู่อีกหนึ่งอย่าง

แต่เป็นการสอบปฏิบัติ

และก็เป็นวิชาที่ผมตั้งใจลงด้วยตัวเอง

หาใช่วิชาที่โดนยัดเยียดลงไม่

 

น่าแปลกก็ตรงที่ว่า ผมไม่รู้สึกดีใจเท่าที่ควรนัก

แม้จะรู้สึกปิติที่สามารถหลุดพ้นวิชาคณะมาได้แล้วถึง 12 วิชา

แต่ก็มีบางสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอะไรๆ เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

และเส้นทางข้างหน้าก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง

ทั้งที่เป็นของผมเอง

และของผู้อื่น

 

คนเราจำเป็นต้องมีความคาดหวังในชีวิตเพื่อก้าวเดินต่อไป

ความคาดหวังของตนเองนั้นอาจจะช่วยส่งเสริมและผลักดันเรา และแม้บางครั้งมันอาจจะทำลายเรา แต่เราก็เป็นคนตัดสินใจเกี่ยวกับมันเองตั้งแต่ต้นจนจบ

แต่ในทางกลับกัน ความคาดหวังของคนอื่นซึ่งเต็มไปด้วยความปรารถนาดีนั้น หลายครั้งมันก็กดทับเราเสียจนเราแทบจะหมดลมหายใจไปเสียตรงนั้น

และหลายครั้งเราก็ปฏิเสธความคาดหวังจากคนรอบกายไม่ได้

และก็อีกหลายครั้งที่ความคาดหวังเหล่านั้นเกิดมาจากบรรทัดฐานของสังคม

เป็น "กรอบ" กลวงๆ ลวงๆ ที่เราทุกคนร่วมสร้างมันขึ้นมา

 

คนที่ผมรู้จักหลายคนไม่มีความคาดหวังของตนเองครับ

พวกเขาเพียงแค่แบกรับความคาดหวังของคนรอบกายไว้

และเชื่อว่าการทำให้ความคาดหวังของคนเหล่านั้นเป็นจริง คือจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง

และเมื่อมีคนคิดอย่างนี้มากๆ เข้า

สถาบันการศึกษาไทยก็จะค่อยๆ แปรสภาพเป็นโรงงานผลิตฟันเฟืองมนุษย์ขึ้นมา

และเยาวชนที่ผู้ใหญ่ต่างพูดกันหนักหนาว่าเป็นอนาคตของชาติก็จะกลายเป็น Mass Production

เราจะไม่ต่างอะไรกับฟันเฟืองที่ทำหน้าที่เอาไว้ใช้ทดแทนฟันเฟืองตัวเก่าที่ทำงานมาทั้งชีวิต

 

ผมไม่ได้แนะนำให้เราหลุดออกจากกรอบกับทุกคน

เพราะขืนทำเช่นนั้น มีหวังประเทศนี้คงได้ถึงกาลอวสาน

ยิ่งคนไทยไม่รู้จักความพอดี

บทจะติดอยู่ในกรอบก็ติดอยู่ด้วยกันหมด และจะไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ ใดๆ

ครั้นจะให้ออกนอกกรอบก็ออกมันมาเสียพร้อมๆ กัน และก็จะทำให้ทุกอย่าง "หลุด" ไปเสียหมด

สิ่งที่เราควรทำคือการให้คนที่อยู่ในกรอบและคนที่อยู่นอกกรอบช่วยพยุงกันไป

ความสมดุลก็จะบังเกิด

 

เราคงจะต้องพบกับความคาดหวังจากผู้คนรอบกายอีกมาก

แต่อย่าสูญเสียตัวตนของตัวเองไป

เราทุกคนมีเรื่องที่เราชอบ ที่เราทำได้ดี

แค่หามันให้เจอ

XXX

Trust No One

posted on 19 Feb 2010 19:00 by scarletntg in Dark-Arts

แม้จะเข้าใกล้ช่วงสอบเต็มทีแล้ว

แต่ด้วยกมลสันดานของผมที่ทำให้การดูซีรีย์ความยาว 13 ตอน ตอนละ 45 นาทีนั้นกลายเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการสอบอย่างช่วยไม่ได้

แย่จริง

 

ชื่อซีรีย์ก็สั้นๆ ง่ายๆ กินใจความลึกไปถึงแก่น

"Damages"

เป็นเรื่องราวของทนายสองคน สองแบบ สองวัย

คนนึงเป็นเจ้านาย

คนนึงเป็นลูกน้อง

และแม้จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อเอาผิดนักธุรกิจพันล้านคนหนึ่ง แต่ต่างก็มีลับลมคมในต่อกัน

และต่างก็พร้อมที่จะงัดเอาทุกอย่างออกมาใช้ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของตนเอง

แม้ว่าอีกฝ่ายจะต้องแหลกละเอียดก็ตาม

 

ตอนแรกก็กะว่าจะเก็บไว้ดูเพลินๆ วันละตอนสองตอน

แต่พอได้ดูเข้าจริงแล้วกลับถอนตัวไม่ขึ้น

ด้วยการตัดต่อที่ทำให้ต้องเปิดดูต่อไปเรื่อยๆ เพราตัดต่อได้ค้างคาใจชะมัด

เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องย้อนตัดสลับกับเหตุการณ์ในปัจจุบันจนกระทั่งเหตุการณ์ในอดีตและในปัจจุบันบรรจบกันพอดี

ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นก็ปาเข้าไปตอนที่ 12 แล้ว

แถม Glenn Close กับ Rose Byrne ก็ตีบทกันเสียแตกกระจุย เฉือดเฉือนกันอย่างกับอะไรดี

แถมด้วยตัวบทเองก็ทำให้เราต้องคิดไปต่างๆ นาๆ ก่อนจะทำให้เราตกหลุมแล้วก็ "สะพรึง" กับข้อเท็จจริงที่จะได้รู้เมื่อยามทุกอย่างคลี่คลาย

หลายคนที่ดูแล้วอาจจะบอกว่าเครียด

แต่สำหรับผมแล้ว นี่แหละคือการดูซีรีย์

 

ในช่วงแรก Rose Byrne เล่นได้น่าสงสารและดูอ่อนต่อโลกเสียเหลือเกิน และทำให้ผมอดสงสารเธอจริงๆ ไม่ได้ จนกระทั่งมาเฉลยเอาในช่วงท้ายๆ ว่าเธอน่ะรู้ทุกอย่างอยู่พอสมควรแล้ว เพียงแต่แค่ทำไปตามเนื้อผ้า และเธอเองก็มีแผนการณ์ของเธออยู่เหมือนกัน

แผนการณ์ที่ "แซ่บ" ที่สุดในสามโลก

 

ส่วน Glenn Close ก็เล่น "กลม" มาก

กล่าวคือ เธอเล่นสะท้อนได้ถึงทุกแก่น ทุกแง่มุม และทุกอารมณ์ของตัวละครมาก จนทำให้บางครั้งเราก็กลัวเธอ แต่บางครั้งเราก็สงสารเธอ และบางครั้งเราก็รู้สึกว่าอยากจะเข้าไปจิกหัวแล้วตบ ตบ ตบเสียเหลือเกิน

 

การสปอยมากกว่านี้คงจะทำให้ซีรีย์เรื่องนี้หมดสนุกไป

เพราะฉะนั้น หากต้องการรู้เพิ่มก็หาเวลาเสีย

แล้วนั่งดูเองเลย

 

ชอบซีรีย์เรื่องนี้ตรงที่แม้จะดูไกลตัว (เพราะชีวิตนี้ไม่เคยข้องแวะกับทนายมาก่อน)

แต่ก็สามารถ "กัด" ความโหดร้ายของสังคมได้ออกมาอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมมากทีเดียว

และยังสอนให้เรารู้ว่า

จงอย่าเชื่อใครเลย นอกจากตัวเอง

XXX

Freed

posted on 15 Feb 2010 14:11 by scarletntg in Dark-Psyche

การไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่นของผมต้องแลกมาด้วยความยากลำบากบางอย่าง

ทั้งก่อนไป และหลังจากที่กลับมาแล้ว

เมื่อวานนี้ผมได้อัพกลอนลงบล็อกใช่มั้ยครับ

รู้มั้ยเอ่ยว่าผมเขียนกลอนนั่นที่ไหน

 

เขาชนไก่

 

ไม่ผิดหรอกครับ

เขาชนไก่

 

เป็นเรื่องน่าอนาถเหมือนกันที่อารมณ์ศิลปินมักเกิดผิดที่ผิดเวลา

 

แต่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศิลปินไม่ใช่หรอ

 

การไปเขาชนไก่ในครั้งนี้สร้างบาดแผลกับผมอย่างมาก

ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

 

สภาพร่างกายของผมเปลี่ยนไปจนเพื่อนๆ บางคนถึงกับจำไม่ได้

ผมสีเงินของผมถูกตัดออก และถูกแบตเตอเรียนถูไถไปมาจนมีสภาพคล้ายนางเอกในหนังเรื่อง V for Vendetta

ผิวของผมถูกแสงแดดแผดเผาจนคล้ำขึ้น 4 สี และคงใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมาขาวได้เท่าเดิม

เนื้อตัวของผมถูกนำไปกระแทกกับหินผาและดินแดง รวมถึงถูกขูดและกรีดโดยพันธุ์ไม้หลายชนิด

อากาศที่ร้อนอย่างหาที่ติมิได้ทำผม Blackout ไปหลายครั้ง

และยุงนรกพวกนั้นก็คอยก่อกวนไม่ให้ผมได้หลับได้นอน

คิดดูแล้วกันนะครับ ซอฟเฟลก็เอาไม่อยู่ และ กย.15 ก็เรียกงู

ไม่มีทางอื่นเลยนอกจากสู้รบปรบมือกับพวกมันด้วยตัวของผมเอง

 

ส่วนทางด้านจิตใจน่ะหรอ

ผมมีความรู้สึกมากมายจนไม่อาจกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้หมด

ครั้นจะให้พูดรวมๆ ก็ค่อนข้างจะพูดยากอยู่สักหน่อย

เอาเป็นว่า...

ผมเหน็ดเหนื่อย

ผมเมื่อยล้า

ผมร้อน

และผมอยากกลับบ้าน

 

ชั่งมันเถอะ ถือเป็นครั้งสุดท้าย ที่จะยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัวทำอะไรได้ขนาดนี้

 

ส่วนพวกทหารก็ช่างทำตัวได้น่ารำคาญ และคอยเอาแต่จะหาเรื่องนศท. ที่ไปฝึกลูกเดียว

ซึ่งเมื่อมาคิดๆ ดูแล้ว การติดอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 2 เดือน ต่อให้เป็นทหารก็คงสติแตกได้ไม่ยาก

น่าสงสารเหมือนกันนะครับ

ประเทศไทยน่าจะมีการพัฒนากิจการของทหารให้มากกว่านี้

เพราะสภาพแบบนี้รังแต่จะทำให้กองกำลังป้องการชาติของเรามีประสิทธิภาพที่ลดลง

ผมไม่ได้บอกว่าเราควรยกเลิกการเกณฑ์ทหาร (แม้ตัวผมและชายไทยคนอื่นๆ จะต้องการให้เป็นตามนั้นก็ตามที)

แต่ผมรู้สึกว่าการที่การเกณฑ์ทหารนั้นเป็น "หน้าที่" นั้น ค่อนข้างจะรุนแรง และอาจไม่เอื้อประโยชน์ต่อใครๆ เลย

 

สมมตินะครับ

ว่าถ้าประเทศไทยไม่มีการเกณฑ์ทหาร และการเป็นทหารนั้นเกิดจากความสมัครใจแต่เพียงอย่างเดียว

เท่ากับว่าทุกคนที่เป็นทหารนั้น พร้อมจะรับใช้ชาติ และจะทนกับสภาพและสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยความภูมิใจ

ประเทศของเราจะมั่นคงกว่านี้มาก

 

แต่นั่นคงจะเป็นความคิดที่อุดมคติเกินไปหน่อย

เพราะขืนปล่อยให้เป็นเช่นนั้น คงจะไม่มีใครเลือกเรียนทหารกัน

 

คนไทยนั้นติดความสบาย

และชีวิตทหารก็มีความสบายเพียงเล็กน้อย

ถ้าจะแก้ก็คงต้องแก้กันตั้งแต่รากเหง้าและพื้นฐานความคิดของสังคมกันเลยทีเดียว

 

 

 

การไปเขาชนไก่ครั้งนี้ของผมยังทำให้เห็นว่าผู้ชายไทยนั้นไม่ใช่ทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดีเท่าไหร่นัก

ต้องขอโทษด้วยหากไปกระทบใครเข้า

กล่าวคือไม่อาจนำใครได้เพราะรู้สึกว่ายุ่งยากเกินไป และไม่อาจตามใครได้เพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกกด

ก็เลยเลือกจะอยู่ตรงกลาง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลดีแต่อย่างใด

 

และการไปเขาชนไก่ในครั้งนี้ยังทำให้ผมรู้ด้วยว่าผู้ชายไทยร้อยละ 75 โคตรสำอาง

คนเหล่านี้ไม่เบี่ยงเบนครับ ผมแน่ใจ

ผมตกใจมากที่คนเหล่านี้แบกเครื่องประทินผิวกันไปแทบทุกชนิด

เพื่อที่พอกลับมาแล้ว สาวๆ ที่รอเขาอยู่จะได้พบว่าแฟนของพวกเธอไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

ผมผู้ซึ่งเป็นเกย์กลับไม่ได้แบกสิ่งใดไปเลย

และตั้งคำถามทันทีว่าใครกันแน่ที่ผิดปกติ

อาจเป็นผม ที่รำคาญเกินกว่าจะเอาสิ่งใดที่หนักกระเป๋าไป

หรืออาจเป็นพวกเขาเหล่านั้น ที่กลัวเสียความหล่อเหลาอันจะใช้มัดใจสาวๆ ไป

 

มันแสดงถึงอะไรกันนะ...

 

อย่างไรก็ตาม คงต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ชาวจุฬาฯ ทุกคนที่ร่วมฝ่าฟันกันมา และเป็นกำลังใจให้เสมอ

ผมอาจจะลืมการไปเขาชนไก่อันไม่น่าอภิรมย์ครั้งนี้

แต่ผมจะไม่ลืมเพื่อนๆ เหล่านั้นแน่นอน

XXX