五月病
posted on 27 Mar 2010 22:44 by scarletntg in Dark-Psycheก่อนหน้านี้ผมว่าจะเขียนอะไรสักอย่างหลายทีแล้ว
แต่ด้วยความที่อยู่ช่วงปิดเทอม
เรื่องต่างๆ ที่อยู่นอกบ้านก็เลยดูจะไกลตัวผมเสียเหลือเกิน
แถมเรื่องราวในบ้านนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนั่งจมปลักดูซีรี่ย์ต่างๆ นาๆ และเล่นเกมส์จนกว่าจะผล็อยหลับไปเองในที่สุด
มีคนบอกผมว่าก็เขียนรีวิวเกมส์หรือซีรี่ย์เหล่านั้นก็ได้นี่นา
แหม...เขียนไม่ดีแล้วเดี๋ยวจะมาว่ากันอีก
เกริ่นมาตั้งนานแล้วยังไม่เข้าเรื่องกันเสียที
ด้วยความที่เป็นคนพูดเองเออเอง ผมจะเหมารวมเอาว่าไม่มีใครสามารถอ่าน Title ของวันนี้ออกนะครับ
Title ในวันนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลออกมาแล้วค่อนข้างจะฟังดูใหม่สำหรับคนไทยพอสมควร
"โรคเดือนห้า"
ฟังแล้วดูน่าฉงนงงงวยดีพิลึกมั้ยครับ?
บุคคลที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซึมเศร้า เบื่อโลก และ บลาๆ
ว่ากันว่าสาเหตุที่เรียกโรคนี้ว่าโรคเดือนห้าก็เพราะมันมักจะเกิดกับวัยรุ่นที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ และกำลังปรับตัว
ในที่นี้เราต้องทำความเข้าใจไว้ด้วยว่ามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นนั้นเปิดในเดือนพฤษภาคม
และโดยธรรมชาติของคนญี่ปุ่นเองแล้ว การปรับตัวเขาหาเพื่อนใหม่ๆ นั้น ยากยิ่งกว่าการเดินเข้าร้านหนังสือเพื่อซื้อการ์ตูนโป๊
...ล้อเล่นนะครับ
ด้วยเหตุผลกลใดมิอาจทราบได้ แม้ว่าในขณะนี้เพิ่งจะเดือนเมษายน และผมก็ไม่ได้เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
ผมคิดว่าผมเป็นโรคเดือนห้าครับ
ผมเหวี่ยงทุกสิ่งอัน
รำคาญมหาวิทยาลัย
เบื่อเกมส์ที่เล่นอยู่
ไม่อยากดูซีรี่ย์
หงุดหงิด งี่เง่า ร้อน และรู้สึกเหนอะหนะ
Et cetara
...อืม ในความเป็นจริงแล้วผมอาจจะเป็นอย่างนี้ทุกๆ หน้าร้อนก็ได้นะครับ
เพียงแต่ปีนี้มันค่อนข้างจะเกินทนไปหน่อย
คาดว่าส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการที่ผมไม่อาจไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าตามปกติสุขได้
คงเข้าใจนะครับว่าผมกำลังจะโยงเข้าเรื่องอะไร
ดังนั้นผู้ใดที่นิยมชมชอบใน "อะไรๆ" ก็จงหายตัวไปจากบล็อกของผมเสียเดี๋ยวนี้
แล้วเราจะได้ไม่ต้องมาขุ่นเคืองใจกันโดยไม่จำเป็น
ผมเคยพยายามจะไม่แบ่งแยกใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ
เพราะผมว่าต่างฝ่ายต่างก็ผิดครับ
อันที่จริงเรื่องพวกนี้สืบย้อนขึ้นไปได้ถึงตั้งแต่ตอนเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อสมัย "นั้น" เห็นจะได้นะครับ
แล้วสภาพบ้านเมืองของเราก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด
เดี๋ยวกลุ่มนี้ออกมา เดี๋ยวกลุ่มนั้นออกมา
อ้างหาความชอบธรรม
อ้างถึงประชาธิปไตย
อ้างถึงตัวบุคคลทั้งที่สูงจริง และสูงไม่จริง
เพื่ออะไรหรือครับ?
สารภาพตรงๆ ว่าผมค่อนข้างจะคิดว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีความศิวิไลซ์เลยแม้แต่น้อย
ยิ่งพักหลังมานี่มันชักจะเกินทนไปหน่อย
บอกว่าเป็นการกระทำตามหลักอหิงสา
อย่าอ้างคานธีแล้วทำให้ท่านแปดเปื้อนสิครับ
ท่านทำอะไรที่ทรงคุณค่ากว่านี้มาก
ทราบกันไหมครับว่าระหว่างที่ท่านทำการประท้วงนั้นท่านทำประโยชน์มากมาย
ท่านแก้ไขปัญหาระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดู
ท่านพยายามรณรงค์เรื่องสิทธิสตรี
เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ
อย่างน้อยท่านก็พยายามแก้ไขปัญหาไปเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ
กลุ่มคนบริเวณถนนราชประสงค์ทำอะไรบ้างครับ?
คุณอาจจะบอกว่าพวกเขาเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยอยู่
คำถามคือ อะไรคือประชาธิปไตยหรือครับ
การที่ทุกคนมีสิทธิ?
การที่ทุกคนเท่าเทียม?
ถ้าเช่นนั้นผมก็คิดว่าประชาชนชาวไทยยังไม่เหมาะกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยครับ
ไม่ใช่ว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์หรือว่าอะไร
แต่ดูเหมือนคนไทยจะเข้าใจหลายอย่างผิด และดูเหมือนจะยังไม่ค่อย "พร้อม" เท่าที่ควร
"ท่าน" เองเคยบอกไว้แล้วเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว
ตราบเท่าที่เรายังไม่เปลี่ยนความคิด และรากฐานของสังคม
มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ประเทศของเรากำลังจะตาย
หรือคุณอาจจะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรม และสิ่งที่ "คนๆ นั้น" พูดเป็นความจริง
เอาล่ะ...
แล้วสมมติถ้ารัฐบาลก็พูดความจริงเหมือนกันล่ะครับ
สมมติว่าต่างฝ่ายต่างก็พูดความจริง
แล้วคุณจะเอาอะไรมาวัด
คุณใช้ความเป็น Fact วัดหรอ?
ถ้าสิ่งที่ผู้คนเถียงกันอยู่ในขณะนี้เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือสมการทางคณิตศาสตร์
ก็แน่นอนว่าเราสามารถใช้ Fact พิสูจน์เรื่องต่างๆ ได้อย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่เราเถียงกันอยู่นี้มีคนรู้ความจริงกันสักกีคนครับ
คุณจะอ้างว่าคุณเรียนสูง และเข้าใจในกระบวนการทั้งหมด หรือคุณจะอ้างว่าเห็นหลักฐานอยู่ชัดเจน และฝ่ายตรงข้ามผิดแน่ๆ ไม่ได้นะครับ
นี่เป็นเรื่องอีกเรื่องที่ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริงๆ เราอาจจะไม่มีวันรู้และเข้าใจมันเลยก็ได้
อย่ามโนทุกสิ่งอย่างขึ้นมาเอง
คุณอาจจะบอกว่างั้นไม่ใช้ Fact ก็ได้
คุณอาจจะบอกว่า โอเค ฝ่ายเราอาจจะไม่มี Fact ใช้สู้ แต่ฝ้ายตรงข้ามก็ย่อมไม่มีเช่นเดียวกัน
และในกรณีนั้นก็หมายความว่าทั้งสองฝ่าย "อาจจะ" โกหกกันทั้งหมดก็เป็นได้
คิดขำๆ ว่าถ้าเรามี Alethiometer หรือเข็มทิศความจริงเหมือนในนิยายที่จะสามารถบอกได้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง อะไรๆ คงจะง่ายขึ้นมาก
แต่เราไม่มีไงครับ
ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่มีคนพูดความจริง
ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม
อีกฝ่ายจะต้องออกมาปฏิเสธทุกครั้ง
ถ้ามองในมุมนี้
จะว่าไป...
...ความจริงก็ค่อนข้างจะเป็นอะไรที่อัตวิสัยอยู่พอสมควร
และการที่เราจะเชื่อว่าอะไรสักอย่างเป็น "จริง"
เราก็ต้อง "เชื่อ" เสียก่อนใช่มั้ยครับ
เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างก็พยายามใช้จุดๆ นี้ในการทำให้คนเชื่อในคำพูดของตนเอง
และทำการแย่งหมากกันผ่านตัวแปรที่เรียกกันว่าความเชื่อ
และคนเราก็บ้าจี้ ต่อสู้กันเพื่อ "ความจริง" ที่ตน "เชื่อ" กันอย่างสุดกำลัง
ทั้งยังตั้งตนเป็นศัตรูกับคนที่เชื่อไม่เหมือนตนอีกด้วย
ถึงตรงนี้ ประโยคๆ หนึ่งในภาพยนตร์นอกกระแสที่ดูไปเมื่อปีกลายก็วาบขึ้นมาในความคิดของผม
"If you believe in something strongly enough, who's to say if it's real or not."
ตัวคุณเองไงครับ
XXX
ปล. วันนี้เนื้อหาค่อนข้างจะรุนแรงไปหน่อยนะครับ หากกระทบกระทั่งใครเข้าต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ จริงๆ หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีกันต่อไป